วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2552

“กอร์ปศักดิ์” คุมเร่งรัดการลงทุน

[14 มี.ค. 52 - 02:47]

วัน เดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ครม.ได้มีมติมอบหมายให้ตนรับผิดชอบดูแลในการผลักดันและเร่งรัดการลงทุนใน โครงการที่สำคัญ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรากฐานสำหรับอนาคต โดยกรอบการทำงานสาระสำคัญคือ การกำหนดแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อการลงทุนสำหรับอนาคต โดยระยะเร่งด่วน ประกอบด้วย การฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศ การควบคุมความเสียหายจากวิกฤติให้อยู่ในวงจำกัด และเร่งช่วยเหลือภาคการผลิตจริง การกระตุ้นให้เกิดการลงทุน เพื่อสร้างรากฐานการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยผลักดันและเร่งรัดการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ โครงการเหล็กขั้นต้นคุณภาพสูง ออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน แก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน จัดตั้งศูนย์ กระจายสินค้าในต่างประเทศ กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น


ครม.สั่งอุตฯเดินหน้าโรงถลุงเหล็ก

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งที่ 7/2552 ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณานโยบายส่งเสริมการลงทุนกิจการผลิตเหล็กขั้นต้นเพื่อผลิตเหล็ก คุณภาพสูง ที่เสนอโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งสรุปว่า ขณะนี้มีบริษัทผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลก จำนวน 4 ราย แสดงความสนใจจะมาลงทุนในกิจการผลิตเหล็กขั้นต้นในประเทศไทย หากมีการลงทุนดังกล่าวจะลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าเหล็ก คุณภาพสูงเฉลี่ยประมาณปีละ 180,000-200,000 ล้านบาท และจะก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้าเหล็กคุณภาพสูงจากต่างประเทศ จำนวน 5.37 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 177,257 ล้านบาท เนื่องจากอุตสาหกรรมการผลิตเหล็กของประเทศไทยผลิตได้แต่เหล็กคุณภาพต่ำ ไม่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ยานยนต์และบรรจุภัณฑ์ได้ โดยประมาณการความต้องการใช้เหล็กในระยะ 30 ปีข้างหน้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจาก 5.46 ล้านตันในปี 2551 เป็น 14.12 ล้านตันในปี 2580 ที่ประชุมพิจารณาแล้ว รับทราบผลการศึกษาของ สศช. และยืนยันนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กคุณภาพสูงเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม ยานยนต์ของประเทศ โดยมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการสร้างการยอมรับและกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อ ไป

หวัง ศก.ไทยฟื้นตัวไตรมาส 4

วันเดียวกัน สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังการเข้าพบนายกรัฐมนตรี กอร์ดอน บราวน์ แห่งอังกฤษ ที่กรุงลอนดอน เมื่อ 13 มี.ค. เพื่อหารือในประเด็นเศรษฐกิจโลก ระบุยอมรับว่า ความคาดหวังในเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ ยังคงตกต่ำ เนื่องมาจากการประท้วงเมื่อปีที่แล้ว ประกอบกับสภาวะของเศรษฐกิจโลกด้วย ทั้งยังกล่าวว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นไปอย่างล่าช้า อย่างไรก็ตาม หวังว่าแผนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะนำพาเราผ่านวิกฤติในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้ได้ และหวังว่าในไตรมาสที่ 4 เศรษฐกิจจะเริ่มกลับมาดีขึ้น และคาดหวังว่าทางรัฐสภาจะผ่านการลงมติในวันที่ 24 มี.ค. นี้ เพื่ออนุมัติให้รัฐบาลเปิดเจรจากับองค์กรปล่อยเงินกู้ระหว่างประเทศ ในการกู้ยืมเงินที่อาจสูงถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ (ประมาณ 70,000 ล้านบาท) หากรัฐสภาอนุมัติ รัฐบาลเริ่มกระบวนการเจรจา และหวังว่าจะได้เงินจำนวนดังกล่าวภายในไตรมาสที่ 3

ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ยังเผยว่า การประชุมสุดยอดผู้นำ จี 20 ที่จะเริ่มในต้นเดือน เม.ย. นั้น มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทย รวมถึงแนวทางในการกำหนดนโยบายตอบสนอง เล็งหารือใช้งบ 400 ล. ฟื้นภาพลักษณ์

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี ครม.เศรษฐกิจอนุมัติงบ 400 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการฟื้นฟูภาพลักษณ์ ประเทศไทยนั้น ตัวเลขดังกล่าวมาจากงบประมาณกลางปี วงเงิน 1.16 แสนล้านบาท โดยกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้ดำเนินการ มีตนและนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแลเรื่องการประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะประชุมทำแผนงานในสัปดาห์หน้า ผู้สื่อข่าวถามว่า หลักการใช้งบ 400 ล้านบาท จะเป็นการว่าจ้างบริษัท ล็อบบี้ยิสต์ต่างประเทศ หรือใช้สื่อต่างประเทศทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ประเทศไทย นายสาทิตย์ตอบว่า สัปดาห์หน้าจะแถลงแผนงานให้ทราบ เมื่อถามว่าหากใช้วิธีจ้างล็อบบี้ยิสต์ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เคยโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณว่า ใช้วิธีนี้ แต่เหตุใดกลับมาใช้วิธีเดียวกัน นายสาทิตย์ตอบว่า กรณีนี้คงต่างกัน เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณจ้างล็อบบี้ยิสต์เพื่อให้ข่าวของตัวเอง ส่วนแผนของกระทรวงการต่างประเทศเป็นการให้ข่าวที่มีระเบียบปฏิบัติของตัวเอง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น