วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับนโยบายของรัฐ (ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน)



ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน
สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม


ถ้าหากจะใช้ภาษาทางวิชาการของยุคหลังทันสมัย (post modern) ก็อาจจะกล่าวได้ว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นวาทะกรรมที่โต้กระแสการพัฒนาแนวทันสมัย (modernization) ที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นหลัก จนละเลยการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอนที่จะทำให้ทุกคนมีพออยู่พอกินก่อนแล้วจึงจะ พัฒนาในขั้นสูงขึ้นไปตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง วาทะกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2517 หรือประมาณกลางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2515-2519) ที่เป็นผลจากการพัฒนาประเทศแนวทันสมัยของประเทศไทยได้ดำเนินไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 เป็นเวลา 13 ปี ซึ่งถึงแม้จะทำให้ประเทศมีการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านกายภาพ และทางสังคมให้มีความก้าวหน้าในระดับหนึ่ง แต่ก็เริ่มปรากฏชัดว่า เกิดช่องว่างมากขึ้นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ และสังคม ภายใต้บริบทของการเมือง อำนาจนิยมโดยข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการทหาร เกิดมีช่องว่างทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นระหว่างเมืองและชนบทและ ระหว่างคนรวยและคนจนในเมือง เริ่มปรากฏความแตกแยกของครอบครัวในชนบทที่นำไปสู่ความล่มสลายของครอบครัวและ สังคมในชนบทก่อให้เกิดเป็นปัญหาสังคมตามมาในบริเวณพื้นที่เมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งชุมชนแออัด ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้ที่อพยพหนีความยากจนในชนบทมาตั้งถิ่นฐานในเมือง ส่วนการเมืองลักษณะอำนาจนิยมก็เสริมให้ระบบอุปถัมภ์ที่เคยมีอยู่แล้วในสังคม ไทยยุคศักดินาให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยซึ่งยังมีผลมาจนถึงปัจจุบัน


เศรษฐกิจพอเพียงมิได้เกิดจากสูญญากาศ แต่เป็นผลจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้ มีโอกาสออกทรงงานในชนบทเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรในที่ห่างไกลและทุรกันดาร ได้ทรงพบความจริงดังกล่าว และก่อนหน้านั้น 1 ปี (พ.ศ. 2516) ก็ได้มีหนังสือที่ชื่อว่า Small is Beautiful ซึ่งได้รับความนิยมทั่วโลก ประพันธ์โดย E.F Schumacher ในบทที่ 4 ของหนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Buddhist Economics เน้นคำสอนในพุทธธรรมที่ว่าด้วยมรรคมีองค์ 8 ในข้อที่มีชื่อว่า สัมมาอาชีวะ ประกอบกับการเน้นการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งน่าจะมีส่วนสำคัญต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวทรงเน้นการพัฒนาประเทศที่ควรจะทำเป็นขั้นตอน เน้นให้ทุกคนพอมีพอกินก่อนแล้วจึงพัฒนาในระดับสูงขึ้นไป พร้อมกับเน้นการใช้เทคโนโลยีที่ถูกหลักวิชาการ แต่มีราคาถูก เพื่อให้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าว เป็นการเน้นความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและสังคมเหนือความเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจเป็นสำคัญ


การ ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยได้มีโครงการหนึ่ง คือ โครงการวิจัยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะส่วนหนึ่งของภาคส่วนต่างๆ ของสังคมที่มีความเห็นว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงควรจะเป็นยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาประเทศและเป็นแนว ทางสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อความผาสุกของสังคม จึงถือได้ว่าเป็นความพยายามที่จะช่วยผลักดันให้พระราชดำริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวให้ปรากฏเป็นจริงให้ได้ในที่สุด


อย่างไรก็ตาม พระราชดำรัสดังกล่าวซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจพอเพียงก็มิได้ ถูกนำไปปฏิบัติแต่อย่างใด ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) ได้พยายามแก้ไขจุดอ่อนของแผนพัฒนาฯ ทั้ง 3 แผนแรกโดยเน้นการพัฒนาที่ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ และการกระจายโอกาสอย่างจริงจัง แต่การปะทุของสงครามกลางเมืองที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยขณะนั้น ทำให้แผนดังกล่าวไม่ได้รับการพิจารณานำไปปฏิบัติ แต่ได้มีการปรับแผนให้เป็นแผนเศรษฐกิจในภาวะสงคราม เน้นการต่อสู้ทางทหารเป็นสำคัญ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2523 ที่รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ปรับยุทธศาสตร์ในการต่อสู้คอมมิวนิสต์โดยใช้การเมืองนำหน้าการทหาร มีผลทำให้ภาวะสงครามกลางเมืองยุติลงในที่สุด แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) ที่มีพลเอกเปรม เป็นนายกรัฐมนตรีในยุคนั้นได้พยายามเน้นการพัฒนาชนบทอย่างจริงจังในปีแรก (พ.ศ. 2525) ซึ่งเป็นนโยบายการพัฒนาประเทศในแนวเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก แต่ก็ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจอันเกิดจากราคาน้ำมันสูงทั่วโลก ประกอบกับสินค้าเกษตรที่เป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยมีราคาต่ำอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลา 5 ปี ขณะเดียวกันภาระการใช้หนี้ต่างประเทศของประเทศไทยก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเกิดจากการซื้ออาวุธ เข้ามาเป็นจำนวนมาก เพื่อใช้ในสงครามกลางเมืองก่อนหน้านั้น ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องปรับแผนที่เน้นการพัฒนาชนบทมาเป็นการเน้นพัฒนา อุตสาหกรรมส่งออก ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ผลของการปรับทิศทางการพัฒนาดังกล่าวประกอบกับการที่ประเทศญี่ปุ่นถูก พันธมิตรกดดันให้ลอยตัวค่าเงินเยนในปี พ.ศ. 2528 มีผลทำให้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา มีการย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่นและประเทศคู่แข่งอื่นๆ ของญี่ปุ่นรวมทั้งยุโรปตามมา ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลจากการย้ายฐานการผลิตของประเทศเหล่า นั้น และเป็นการสนับสนุนให้การขยายตัวของอุตสาหกรรมส่งออกซึ่งเกิดจากการปรับโครง สร้างเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการส่งออกก่อนหน้านั้นเป็นไปอย่างได้ผล


ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 และ 7 (พ.ศ. 2530-2539) เป็นช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่ ทุกคนเห็นโอกาสที่จะสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้แก่ตนเองได้ในระยะสั้น จึงไม่มีใครให้ความสนใจกับเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใน ช่วงนั้น ภายหลังจากที่ได้ทดลองด้วยพระองค์ในโครงการส่วนพระองค์ โครงการหลวง และโครงการในพระราชดำริบางโครงการ จนบังเกิดผลสำเร็จในระดับหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเตือนประชาชนในประเทศให้พยายามสร้างภูมิ คุ้มกันด้วย “ทฤษฎีใหม่” ซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับ “ทฤษฎีเก่า” ที่เน้นการแบ่งงานทำให้เกิดความชำนาญ และเน้นการพึ่งตลาด มาเป็นการเน้นการผลิตเพื่อบริโภคเองในครัวเรือนก่อนเหลือจึงขาย ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับเกษตรกรรายย่อยผู้ที่มี อำนาจต่อรองต่ำ ต่อจากนั้นก็ได้เตือนสติของประชาชนชาวไทยอย่างต่อเนื่อง และในปลายแผนที่ 7 ในปี พ.ศ. 2539 ก็ได้ทรงเตือนถึงความไม่พอเพียงอันเกิดจากความโลภ ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ ทำให้ในการวางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) ได้มีการสรุปว่าการพัฒนาที่ผ่านมา “เศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน” และได้เน้นการทำแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) ให้เป็นแผนพัฒนาที่เน้นคนเป็นศูนย์กลาง โดยเน้นการพัฒนามนุษย์เป็นสำคัญเพื่อที่ผลพวงจากการพัฒนาจะกลับไปสู่มนุษย์ ในฐานะเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งก็จะเป็นการพัฒนาที่สอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แต่ทันทีที่มีการประกาศใช้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ในปี พ.ศ. 2540 ประเทศก็ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ การพัฒนาจึงมิได้เกิดขึ้นตามแผน แต่กลับไปเน้นการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเป็นหลัก เน้นความพยายามที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว


ภายหลังจากพลาดการพัฒนาตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) จึงใช้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเป้าหมายในการกำหนดแผนพัฒนาดังกล่าว หากแต่รัฐบาลใน 5 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสนใจในแผนนี้อย่างจริงจัง กลับเน้นการพัฒนาแบบคู่ขนาน คือ เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันของประเทศเพื่อยกระดับขีดความสามารถของใน เศรษฐกิจระหว่างประเทศ พร้อมกับเสริมศักยภาพเศรษฐกิจพื้นฐาน แต่ขั้นตอนการเสริมศักยภาพเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานได้กลายเป็นนโยบายประชานิยม แทนที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง กลับเป็นการทำให้ประชาชนพื้นฐานต้องพึ่งรัฐในแง่การช่วยเหลือทางการเงินแบบ ให้เปล่าและสินเชื่อ ซึ่งมีผลทำให้ประชาชนในฐานรากมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น ต้องยึดรัฐบาลเป็นที่พึ่งเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันเงินและทรัพยากรที่ถูกถ่ายเทลงไปที่เศรษฐกิจพื้นฐานก็ไหลกลับไป ทำประโยชน์ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ของประเทศ เป็นการสวนทางกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างยิ่ง


ด้วยเหตุนี้ความพยายามที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในความหมายที่ตรงกับ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยไม่มีการบิดเบือนในปัจจุบันจึงยิ่งมีความจำเป็น เพิ่มมากขึ้น การที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยได้มีโครงการหนึ่ง คือ โครงการวิจัยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะส่วนหนึ่งของภาคส่วนต่างๆ ของสังคมที่มีความเห็นว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงควรจะเป็นยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาประเทศและเป็นแนว ทางสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อความผาสุกของสังคม จึงถือได้ว่าเป็นความพยายามที่จะช่วยผลักดันให้พระราชดำริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวให้ปรากฏเป็นจริงให้ได้ในที่สุด โดยที่การเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ รอบ 60 ปีในปีนี้น่าจะถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ


แหล่งข้อมูล:





อ่านเพี่มครับ!

ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าพระราชหฤทัย ในความเป็นไปของเมืองไทยและคนไทยอย่างลึกซึ้งและกว้างไกล ได้ทรงวางรากฐานในการพัฒนาชนบท และช่วยเหลือประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองได้มีความ " พออยู่พอกิน" และมีความอิสระที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องติดยึดอยู่กับเทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัฒน์ ทรงวิเคราะห์ว่าหากประชาชนพึ่งตนเองได้แล้วก็จะมีส่วนช่วยเหลือเสริมสร้าง ประเทศชาติโดยส่วนรวมได้ในที่สุด พระราชดำรัสที่สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ในการสร้างความเข้มแข็งในตนเองของ ประชาชนและสามารถทำมาหากินให้พออยู่พอกินได้ ดังนี้
“... ในการสร้างถนน สร้างชลประทานให้ประชาชนใช้นั้น จะต้องช่วยประชาชนในทางบุคคลหรือพัฒนาให้บุคคลมีความรู้และอนามัยแข็งแรง ด้วยการให้การศึกษาและการรักษาอนามัย เพื่อให้ประชาชนในท้องที่สามารถทำการเกษตรได้ และค้าขายได้...”

ใน สภาวการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเกิดความถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงขึ้นนี้จึงทำให้เกิดความเข้าใจได้ ชัดเจนในแนวพระราชดำริของ “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งได้ทรงคิด และตระหนักมาช้านานเพราะหากเราไม่ไปพึ่งพา ยึดติดอยู่กับกระแสจากภายนอกมากเกินไป จนได้ครอบงำความคิดในลักษณะดั้งเดิมแบบไทยๆไปหมด มีแต่ความทะเยอทะยานบนรากฐานที่ไม่มั่นคงเหมือนลักษณะฟองสบู่ วิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้อาจไม่เกิดขึ้น หรือไม่หนักหนาสาหัสจนเกิดความเดือดร้อนกันถ้วนทั่วเช่นนี้ ดังนั้น “เศรษฐกิจพอเพียง” จึงได้สื่อความหมาย ความสำคัญในฐานะเป็นหลักการสังคมที่พึงยึดถือ

ใน ทางปฏิบัติจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงคือ การฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่น เศรษฐกิจพอเพียงเป็นทั้งหลักการและกระบวนการทางสังคม ตั้งแต่ขั้นฟื้นฟูและขยายเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตและบริโภคอย่างพออยู่พอกินขึ้นไปถึงขั้น แปรรูปอุตสาหกรรมครัวเรือน สร้างอาชีพและทักษะวิชาการที่หลากหลายเกิดตลาดซื้อขาย สะสมทุน ฯลฯ บนพื้นฐานเครือข่ายเศรษฐกิจชุมชนนี้ เศรษฐกิจของชาติ จะพัฒนาขึ้นมาอย่างมั่นคงทั้งในด้านกำลังทุนและตลาดภายในประเทศ รวมทั้งเทคโนโลยีซึ่งจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาจากฐานทรัพยากรและภูมิปัญญาที่มีอยู่ภายในชาติ และทั้งที่จะพึงคัดสรรเรียนรู้จากโลกภายนอก








เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจที่พอเพียงกับตัวเอง ทำให้อยู่ได้ ไม่ต้องเดือดร้อน มีสิ่งจำเป็นที่ทำได้โดยตัวเองไม่ต้องแข่งขันกับใคร และมีเหลือเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไม่มี อันนำไปสู่การแลกเปลี่ยนในชุมชน และขยายไปจนสามารถที่จะเป็นสินค้าส่งออก เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเศรษฐกิจระบบเปิดที่เริ่มจากตนเองและความร่วมมือ วิธีการเช่นนี้จะดึงศักยภาพของ ประชากรออกมาสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว ซึ่งมีความผู้พันกับ “จิตวิญญาณ”คือ“คุณค่า”มากกว่า“มูลค่า”

ในระบบเศรษฐกิจพอเพียงจะจัดลำดับความสำคัญของ “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” มูลค่านั้นขาดจิตวิญญาณ เพราะเป็นเศรษฐกิจภาคการเงิน ที่เน้นที่จะตอบสนองต่อความต้องการที่ไม่จำกัดซึ่งไร้ขอบเขต ถ้าไม่สามารถควบคุมได้การใช้ทรัพยากรอย่างทำลายล้างจะรวดเร็วขึ้นและปัญหาจะ ตามมา เป็นการบริโภคที่ก่อให้เกิดความทุกข์หรือพาไปหาความทุกข์ และจะไม่มีโอกาสบรรลุวัตถุประสงค์ในการบริโภค ที่จะก่อให้ความพอใจและความสุข (maximization of satisfaction) ผู้บริโภคต้องใช้หลักขาดทุนคือกำไร (our loss is our gain) อย่างนี้จะควบคุมความต้องการที่ไม่จำกัดได้ และสามารถจะลดความต้องการลงมาได้ ก่อให้เกิดความพอใจและความสุขเท่ากับได้ตระหนักในเรื่อง “คุณค่า” จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ ไม่ต้องไปหาวิธีทำลายทรัพยากรเพื่อให้เกิดรายได้มาจัดสรรสิ่งที่เป็น “ความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุด” และขจัดความสำคัญของ “เงิน” ในรูปรายได้ที่เป็นตัวกำหนดการบริโภคลงได้ระดับหนึ่ง แล้วยังเป็นตัวแปรที่ไปลดภาระของกลไกของตลาดและการพึ่งพิงกลไกของตลาด ซึ่งบุคคลโดยทั่วไปไม่สามารถจะควบคุมได้รวมทั้งได้มีส่วนในการป้องกันการ บริโภคเลียนแบบ (demonstration effects) จะไม่ทำให้เกิดการสูญเสีย จะทำให้ไม่เกิดการบริโภคเกิน (over consumption)ซึ่งก่อให้เกิดสภาพเศรษฐกิจดีสังคมไม่มีปัญหาการพัฒนายั่งยืน

การบริโภคที่ฉลาดดังกล่าวจะช่วยป้องกันการขาดแคลน แม้จะไม่ร่ำรวยรวดเร็ว แต่ในยามปกติก็จะทำให้ร่ำรวยมากขึ้น ในยามทุกข์ภัยก็ไม่ขาดแคลน และสามารถจะฟื้นตัวได้เร็วกว่า โดยไม่ต้องหวังความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากเกินไป เพราะฉะนั้นความพอมีพอกินจะสามารถอุ้มชูตัวได้ ทำให้เกิดความเข้มแข็ง และความพอเพียงนั้นไม่ได้หมายความว่า ทุกครอบครัวต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง แต่มีการแลกเปลี่ยนกันได้ระหว่างหมู่บ้าน เมือง และแม้กระทั่งระหว่างประเทศ ที่สำคัญคือการบริโภคนั้นจะทำให้เกิดความรู้ที่จะอยู่ร่วมกับระบบ รักธรรมชาติ ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง เพราะไม่ต้องทิ้งถิ่นไปหางานทำเพื่อหารายได้มาเพื่อการบริโภคที่ไม่เพียงพอ

ประเทศไทยอุดมไปด้วยทรัพยากรและยังมีพอสำหรับประชาชนไทยถ้ามีการจัดสรรที่ดี โดยยึด “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” ยึดความสัมพันธ์ของ “บุคคล” กับ “ระบบ” และปรับความต้องการที่ไม่จำกัดลงมาให้ได้ตามหลักขาดทุนเพื่อกำไร และอาศัยความร่วมมือเพื่อให้เกิดครอบครัวที่เข้มแข็งอันเป็นรากฐานที่สำคัญ ของระบบสังคม

การผลิตจะเสียค่าใช้จ่ายลดลงถ้ารู้จักนำเอาสิ่งที่มีอยู่ในขบวนการธรรมชาติ มาปรุงแต่ง ตามแนวพระราชดำริในเรื่องต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วซึ่งสรุปเป็นคำพูดที่เหมาะสมตามที่ ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ว่า “ทรงปลูกแผ่นดิน ปลูกความสุข ปลดความทุกข์ของราษฎร” ในการผลิตนั้นจะต้องทำด้วยความรอบคอบไม่เห็นแก่ได้ จะต้องคิดถึงปัจจัยที่มีและประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้อง มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาอย่างเช่นบางคน มีโอกาสทำโครงการแต่ไม่ได้คำนึงว่าปัจจัยต่าง ๆ ไม่ครบ ปัจจัยหนึ่งคือขนาดของโรงงาน หรือเครื่องจักรที่สามารถที่จะปฏิบัติได้ แต่ข้อสำคัญที่สุด คือวัตถุดิบ ถ้าไม่สามารถที่จะให้ค่าตอบแทนวัตถุดิบแก่เกษตรกรที่เหมาะสม เกษตรกรก็จะไม่ผลิต ยิ่งถ้าใช้วัตถุดิบสำหรับใช้ในโรงงานั้น เป็นวัตถุดิบที่จะต้องนำมาจากระยะไกล หรือนำเข้าก็จะยิ่งยาก เพราะว่าวัตถุดิบที่นำเข้านั้นราคายิ่งแพง บางปีวัตถุดิบมีบริบูรณ์ ราคาอาจจะต่ำลงมา แต่เวลาจะขายสิ่งของที่ผลิตจากโรงงานก็ขายยากเหมือนกัน เพราะมีมากจึงทำให้ราคาตก หรือกรณีใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร เกษตรกรรู้ดีว่าเทคโนโลยีทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นและผลผลิตที่เพิ่มนั้นจะล้น ตลาดขายได้ในราคาที่ลดลงทำให้ขาดทุนต้องเป็นหนี้สิน





การผลิตตามทฤษฎีใหม่สามารถเป็นต้นแบบการคิดในการผลิตที่ดีได้ คือ

๑. การผลิตนั้นมุ่งใช้เป็นอาหารประจำวันของครอบครัว เพื่อให้มีพอเพียงในการบริโภคตลอดปีเพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันและเพื่อ จำหน่าย

๒. การผลิตต้องอาศัยปัจจัยในการผลิต ซึ่งจะต้องเตรียมให้พร้อม เช่น การเกษตรต้องมีน้ำ การจัดให้มีและดูแหล่งน้ำ จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งการผลิตและประโยชน์ใช้สอยอื่น ๆ

๓. ปัจจัยประกอบอื่น ๆ ที่จะอำนวยให้การผลิตดำเนินไปด้วยดี และเกิดประโยชน์เชื่อมโยง (linkage) ที่จะไปเสริมให้เกิดความยั่งยืนในการผลิต จะต้องร่วมมือกันทุกฝ่ายทั้ง เกษตรกร ธุรกิจ ภาครัฐ ภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับเศรษฐกิจการค้า และให้ดำเนินกิจการควบคู่ไปด้วยกันได้

การผลิตจะต้องตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “บุคคล” กับ “ระบบ” การผลิตนั้นต้องยึดมั่นในเรื่องของ “คุณค่า” ให้มากกว่า “มูลค่า” ดังพระราชดำรัส ซึ่งได้นำเสนอมาก่อนหน้านี้ที่ว่า

“…บารมีนั้น คือ ทำความดี เปรียบเทียบกับธนาคาร …ถ้าเราสะสมเงินให้มากเราก็สามารถที่จะใช้ดอกเบี้ย ใช้เงินที่เป็นดอกเบี้ย โดยไม่แตะต้องทุนแต่ถ้าเราใช้มากเกินไป หรือเราไม่ระวัง เรากิน เข้าไปในทุน ทุนมันก็น้อยลง ๆ จนหมด …ไปเบิกเกินบัญชีเขาก็ต้องเอาเรื่อง ฟ้องเราให้ล้มละลาย เราอย่าไปเบิกเกินบารมีที่บ้านเมือง ที่ประเทศได้สร้างสมเอาไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษของเราให้เกินไป เราต้องทำบ้าง หรือเพิ่มพูนให้ประเทศของเราปกติมีอนาคตที่มั่นคง บรรพบุรุษของเราแต่โบราณกาล ได้สร้างบ้านเมืองมาจนถึงเราแล้วในสมัยนี้ที่เรากำลังเสียขวัญกลัวจะได้ไม่ ต้องกลัวถ้าเราไม่รักษาไว้…”

การจัดสรรทรัพยากรมาใช้เพื่อการผลิตที่คำนึงถึง “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่าง “บุคคล” กับ “ระบบ” เป็นไปอย่างยั่งยืน ไม่ทำลายทั้งทุนสังคมและทุนเศรษฐกิจ นอกจากนี้จะต้องไม่ติดตำรา สร้างความรู้ รัก สามัคคี และความร่วมมือร่วมแรงใจมองกาลไกลและมีระบบสนับสนุนที่เป็นไปได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปลูกฝังแนวพระราชดำริให้ประชาชนยอมรับไป ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยให้วงจรการพัฒนาดำเนินไปตามครรลองธรรมชาติกล่าวคือ

ทรงสร้างความตระหนักแก่ประชาชนให้รับรู้ (awareness) ในทุกคราเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมประชาชนในทุกภูมิภาคต่างๆ จะทรงมีพระราชปฏิสันถารให้ประชาชนได้รับทราบถึงสิ่งที่ควรรู้ เช่น การปลูกหญ้าแฝกจะช่วยป้องกันดินพังทลาย และใช้ปุ๋ยธรรมชาติจะช่วยประหยัดและบำรุงดิน การแก้ไขดินเปรี้ยวในภาคใต้สามารถกระทำได้ การตัดไม้ทำลายป่าจะทำให้ฝนแล้ง เป็นต้น ตัวอย่างพระราชดำรัสที่เกี่ยวกับการสร้างความตระหนักให้แก่ประชาชนได้แก่

“….ประเทศไทยนี้เป็นที่ที่เหมาะมากในการตั้งถิ่นฐาน แต่ว่าต้องรักษาไว้ไม่ทำให้ประเทศไทยที่เป็นสวนเป็นนากลายเป็นทะเลทรายก็ ป้องกันทำได้….”

ทรงสร้างความสนใจแก่ประชาชน (interest) หลายท่านคงได้ยินหรือรับฟัง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีนามเรียกขานแปลกหู ชวนฉงน น่าสนใจติดตามอยู่เสมอ เช่น โครงการแก้มลิง โครงการแกล้งดิน โครงการเส้นทางเกลือ โครงการน้ำดีไล่น้ำเสีย หรือโครงการน้ำสามรส ฯลฯ เหล่านี้ เป็นต้น ล้วนเชิญชวนให้ ติดตามอย่างใกล้ชิด แต่พระองค์ก็จะมีพระราชาธิบายแต่ละโครงการอย่างละเอียดเป็นที่เข้าใจง่ายรวด เร็วแก่ประชาชนทั้งประเทศ

ในประการต่อมา ทรงให้เวลาในการประเมินค่าหรือประเมินผล (evaluate) ด้วยการศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ ว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์นั้นเป็นอย่างไร สามารถนำไปปฏิบัติได้ในส่วนของตนเองหรือไม่ซึ่งยังคงยึดแนวทางที่ให้ประชาชน เลือกการพัฒนาด้วยตนเองที่ว่า

“...ขอให้ถือว่าการงานที่จะทำนั้นต้องการเวลา เป็นงานที่มีผู้ดำเนินมาก่อนแล้ว ท่านเป็นผู้ที่จะเข้าไปเสริมกำลัง จึงต้องมีความอดทนที่จะเข้าไปร่วมมือกับผู้อื่น ต้องปรองดองกับเขาให้ได้ แม้เห็นว่ามีจุดหนึ่งจุดใดต้องแก้ไขปรับปรุงก็ต้องค่อยพยายามแก้ไขไปตามที่ ถูกที่ควร...”

ในขั้นทดลอง (trial) เพื่อทดสอบว่างานในพระราชดำริที่ทรงแนะนำนั้น จะได้ผลหรือไม่ซึ่งในบางกรณีหากมีการทดลองไม่แน่ชัด ก็ทรงมักจะมิให้เผยแพร่แก่ประชาชน หากมีผลการทดลองจนแน่พระราชหฤทัยแล้วจึงจะออกไปสู่สาธารณชนได้ เช่น ทดลองปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำนั้น ได้มีการค้นคว้าหาความเหมาะสมและความเป็นไปได้จนทั่วทั้งประเทศ ว่าดียิ่งจึงนำออกเผยแพร่แก่ประชาชนเป็นต้น

ขั้นยอมรับ (adoption) โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น เมื่อผ่านกระบวนการมาหลายขั้นตอน บ่ม เพาะ และมีการทดลองมาเป็นเวลานาน ตลอดจนทรงให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริและสถานที่อื่น ๆ เป็นแหล่งสาธิตที่ประชาชนสามารถเข้าไปศึกษาดูได้ถึงตัวอย่างแห่งความสำเร็จ ดังนั้น แนวพระราชดำริของพระองค์จึงเป็นสิ่งที่ราษฎรสามารถพิสูจน์ได้ว่า จะได้รับผลดีต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของตนได้อย่างไร





แนว พระราชดำริทั้งหลายดังกล่าวข้างต้นนี้ แสดงถึงพระวิริยะอุตสาหะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทพระสติปัญญา ตรากตรำพระวรกาย เพื่อค้นคว้าหาแนวทางการพัฒนาให้พสกนิกรทั้งหลายได้มีความร่มเย็นเป็นสุข สถาพรยั่งยืนนาน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงที่ได้พระราชทานแก่ปวงไทยตลอดเวลา มากกว่า ๕๐ ปี จึงกล่าวได้ว่าพระราชกรณียกิจของพระองค์นั้นสมควรอย่างยิ่งที่ทวยราษฎร์จัก ได้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ตามที่ทรงแนะนำ สั่งสอน อบรมและวางแนวทางไว้เพื่อให้เกิดการอยู่ดีมีสุขโดยถ้วนเช่นกัน โดยการพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขึ้นตอนต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตาหลักวิชาการ เพื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงพร้อมพอสมควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริม ความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขึ้นที่สูงขึ้นไปตามลำดับ จะก่อให้เกิดความยั่งยืนและจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของครอบครัว ชุมชน และสังคม สุดท้ายเศรษฐกิจดี สังคมไม่มีปัญหาการพัฒนายั่งยืน

ประการที่สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง

๑. พอมีพอกิน ปลูกพืชสวนครัวไว้กินเองบ้าง ปลูกไม้ผลไว้หลังบ้าน ๒-๓ ต้น พอที่จะมีไว้กินเองในครัวเรือนเหลือจึงขายไป

๒. พออยู่พอใช้ ทำให้บ้านน่าอยู่ปราศจากสารเคมีกลิ่นเหม็น ใช้แต่ของที่เป็นธรรมชาติ (ใช้จุลินทรีย์ผสมน้ำถูพื้นบ้านจะสะอาดกว่าใช้น้ำยาเคมี) รายจ่ายลดลง สุขภาพจะดีขึ้น (ประหยัดค่ารักษาพยาบาล)

๓. พออกพอใจ เราต้องรู้จักพอ รู้จักประมาณตน ไม่ใคร่อยากใคร่มีเช่นผู้อื่น เพราะเราจะหลงติดกับวัตถุ ปัญญาจะไม่เกิด

“...การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ให้มีพอเพียงกับตัวเอง...”





อ่านเพี่มครับ!