วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับนโยบายของรัฐ (ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน)



ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน
สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม


ถ้าหากจะใช้ภาษาทางวิชาการของยุคหลังทันสมัย (post modern) ก็อาจจะกล่าวได้ว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นวาทะกรรมที่โต้กระแสการพัฒนาแนวทันสมัย (modernization) ที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นหลัก จนละเลยการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอนที่จะทำให้ทุกคนมีพออยู่พอกินก่อนแล้วจึงจะ พัฒนาในขั้นสูงขึ้นไปตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง วาทะกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2517 หรือประมาณกลางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2515-2519) ที่เป็นผลจากการพัฒนาประเทศแนวทันสมัยของประเทศไทยได้ดำเนินไปแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 เป็นเวลา 13 ปี ซึ่งถึงแม้จะทำให้ประเทศมีการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านกายภาพ และทางสังคมให้มีความก้าวหน้าในระดับหนึ่ง แต่ก็เริ่มปรากฏชัดว่า เกิดช่องว่างมากขึ้นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ และสังคม ภายใต้บริบทของการเมือง อำนาจนิยมโดยข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการทหาร เกิดมีช่องว่างทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นระหว่างเมืองและชนบทและ ระหว่างคนรวยและคนจนในเมือง เริ่มปรากฏความแตกแยกของครอบครัวในชนบทที่นำไปสู่ความล่มสลายของครอบครัวและ สังคมในชนบทก่อให้เกิดเป็นปัญหาสังคมตามมาในบริเวณพื้นที่เมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งชุมชนแออัด ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้ที่อพยพหนีความยากจนในชนบทมาตั้งถิ่นฐานในเมือง ส่วนการเมืองลักษณะอำนาจนิยมก็เสริมให้ระบบอุปถัมภ์ที่เคยมีอยู่แล้วในสังคม ไทยยุคศักดินาให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยซึ่งยังมีผลมาจนถึงปัจจุบัน


เศรษฐกิจพอเพียงมิได้เกิดจากสูญญากาศ แต่เป็นผลจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้ มีโอกาสออกทรงงานในชนบทเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรในที่ห่างไกลและทุรกันดาร ได้ทรงพบความจริงดังกล่าว และก่อนหน้านั้น 1 ปี (พ.ศ. 2516) ก็ได้มีหนังสือที่ชื่อว่า Small is Beautiful ซึ่งได้รับความนิยมทั่วโลก ประพันธ์โดย E.F Schumacher ในบทที่ 4 ของหนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Buddhist Economics เน้นคำสอนในพุทธธรรมที่ว่าด้วยมรรคมีองค์ 8 ในข้อที่มีชื่อว่า สัมมาอาชีวะ ประกอบกับการเน้นการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ซึ่งน่าจะมีส่วนสำคัญต่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวทรงเน้นการพัฒนาประเทศที่ควรจะทำเป็นขั้นตอน เน้นให้ทุกคนพอมีพอกินก่อนแล้วจึงพัฒนาในระดับสูงขึ้นไป พร้อมกับเน้นการใช้เทคโนโลยีที่ถูกหลักวิชาการ แต่มีราคาถูก เพื่อให้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าว เป็นการเน้นความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและสังคมเหนือความเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจเป็นสำคัญ


การ ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยได้มีโครงการหนึ่ง คือ โครงการวิจัยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะส่วนหนึ่งของภาคส่วนต่างๆ ของสังคมที่มีความเห็นว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงควรจะเป็นยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาประเทศและเป็นแนว ทางสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อความผาสุกของสังคม จึงถือได้ว่าเป็นความพยายามที่จะช่วยผลักดันให้พระราชดำริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวให้ปรากฏเป็นจริงให้ได้ในที่สุด


อย่างไรก็ตาม พระราชดำรัสดังกล่าวซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจพอเพียงก็มิได้ ถูกนำไปปฏิบัติแต่อย่างใด ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2520-2524) ได้พยายามแก้ไขจุดอ่อนของแผนพัฒนาฯ ทั้ง 3 แผนแรกโดยเน้นการพัฒนาที่ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ และการกระจายโอกาสอย่างจริงจัง แต่การปะทุของสงครามกลางเมืองที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยขณะนั้น ทำให้แผนดังกล่าวไม่ได้รับการพิจารณานำไปปฏิบัติ แต่ได้มีการปรับแผนให้เป็นแผนเศรษฐกิจในภาวะสงคราม เน้นการต่อสู้ทางทหารเป็นสำคัญ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2523 ที่รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ได้ปรับยุทธศาสตร์ในการต่อสู้คอมมิวนิสต์โดยใช้การเมืองนำหน้าการทหาร มีผลทำให้ภาวะสงครามกลางเมืองยุติลงในที่สุด แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) ที่มีพลเอกเปรม เป็นนายกรัฐมนตรีในยุคนั้นได้พยายามเน้นการพัฒนาชนบทอย่างจริงจังในปีแรก (พ.ศ. 2525) ซึ่งเป็นนโยบายการพัฒนาประเทศในแนวเศรษฐกิจพอเพียงเป็นครั้งแรก แต่ก็ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจอันเกิดจากราคาน้ำมันสูงทั่วโลก ประกอบกับสินค้าเกษตรที่เป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยมีราคาต่ำอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลา 5 ปี ขณะเดียวกันภาระการใช้หนี้ต่างประเทศของประเทศไทยก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเกิดจากการซื้ออาวุธ เข้ามาเป็นจำนวนมาก เพื่อใช้ในสงครามกลางเมืองก่อนหน้านั้น ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องปรับแผนที่เน้นการพัฒนาชนบทมาเป็นการเน้นพัฒนา อุตสาหกรรมส่งออก ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ผลของการปรับทิศทางการพัฒนาดังกล่าวประกอบกับการที่ประเทศญี่ปุ่นถูก พันธมิตรกดดันให้ลอยตัวค่าเงินเยนในปี พ.ศ. 2528 มีผลทำให้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา มีการย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่นและประเทศคู่แข่งอื่นๆ ของญี่ปุ่นรวมทั้งยุโรปตามมา ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลจากการย้ายฐานการผลิตของประเทศเหล่า นั้น และเป็นการสนับสนุนให้การขยายตัวของอุตสาหกรรมส่งออกซึ่งเกิดจากการปรับโครง สร้างเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการส่งออกก่อนหน้านั้นเป็นไปอย่างได้ผล


ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 และ 7 (พ.ศ. 2530-2539) เป็นช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนเกิดเป็นเศรษฐกิจฟองสบู่ ทุกคนเห็นโอกาสที่จะสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้แก่ตนเองได้ในระยะสั้น จึงไม่มีใครให้ความสนใจกับเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใน ช่วงนั้น ภายหลังจากที่ได้ทดลองด้วยพระองค์ในโครงการส่วนพระองค์ โครงการหลวง และโครงการในพระราชดำริบางโครงการ จนบังเกิดผลสำเร็จในระดับหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเตือนประชาชนในประเทศให้พยายามสร้างภูมิ คุ้มกันด้วย “ทฤษฎีใหม่” ซึ่งมีความหมายตรงกันข้ามกับ “ทฤษฎีเก่า” ที่เน้นการแบ่งงานทำให้เกิดความชำนาญ และเน้นการพึ่งตลาด มาเป็นการเน้นการผลิตเพื่อบริโภคเองในครัวเรือนก่อนเหลือจึงขาย ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับเกษตรกรรายย่อยผู้ที่มี อำนาจต่อรองต่ำ ต่อจากนั้นก็ได้เตือนสติของประชาชนชาวไทยอย่างต่อเนื่อง และในปลายแผนที่ 7 ในปี พ.ศ. 2539 ก็ได้ทรงเตือนถึงความไม่พอเพียงอันเกิดจากความโลภ ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ ทำให้ในการวางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) ได้มีการสรุปว่าการพัฒนาที่ผ่านมา “เศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน” และได้เน้นการทำแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) ให้เป็นแผนพัฒนาที่เน้นคนเป็นศูนย์กลาง โดยเน้นการพัฒนามนุษย์เป็นสำคัญเพื่อที่ผลพวงจากการพัฒนาจะกลับไปสู่มนุษย์ ในฐานะเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งก็จะเป็นการพัฒนาที่สอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แต่ทันทีที่มีการประกาศใช้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ในปี พ.ศ. 2540 ประเทศก็ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ การพัฒนาจึงมิได้เกิดขึ้นตามแผน แต่กลับไปเน้นการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเป็นหลัก เน้นความพยายามที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว


ภายหลังจากพลาดการพัฒนาตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) จึงใช้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเป้าหมายในการกำหนดแผนพัฒนาดังกล่าว หากแต่รัฐบาลใน 5 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสนใจในแผนนี้อย่างจริงจัง กลับเน้นการพัฒนาแบบคู่ขนาน คือ เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันของประเทศเพื่อยกระดับขีดความสามารถของใน เศรษฐกิจระหว่างประเทศ พร้อมกับเสริมศักยภาพเศรษฐกิจพื้นฐาน แต่ขั้นตอนการเสริมศักยภาพเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานได้กลายเป็นนโยบายประชานิยม แทนที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง กลับเป็นการทำให้ประชาชนพื้นฐานต้องพึ่งรัฐในแง่การช่วยเหลือทางการเงินแบบ ให้เปล่าและสินเชื่อ ซึ่งมีผลทำให้ประชาชนในฐานรากมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น ต้องยึดรัฐบาลเป็นที่พึ่งเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันเงินและทรัพยากรที่ถูกถ่ายเทลงไปที่เศรษฐกิจพื้นฐานก็ไหลกลับไป ทำประโยชน์ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ของประเทศ เป็นการสวนทางกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างยิ่ง


ด้วยเหตุนี้ความพยายามที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในความหมายที่ตรงกับ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยไม่มีการบิดเบือนในปัจจุบันจึงยิ่งมีความจำเป็น เพิ่มมากขึ้น การที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยได้มีโครงการหนึ่ง คือ โครงการวิจัยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะส่วนหนึ่งของภาคส่วนต่างๆ ของสังคมที่มีความเห็นว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงควรจะเป็นยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาประเทศและเป็นแนว ทางสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อความผาสุกของสังคม จึงถือได้ว่าเป็นความพยายามที่จะช่วยผลักดันให้พระราชดำริของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวให้ปรากฏเป็นจริงให้ได้ในที่สุด โดยที่การเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ รอบ 60 ปีในปีนี้น่าจะถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ


แหล่งข้อมูล:




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น